TACC หุ้น “เล็กพริกขี้หนู” เข้าตลาด MAI ปลายปี 2558 นี้

บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มป้อนร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และส่งออก เตรียมระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) ปลายปีนี้ เพื่อใช้ขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้า 1 ในผู้นำด้านเครื่องดื่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาดหลักทรัพย์ mai เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญของกิจการขนาดกลางและเล็ก ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดรวมบริษัทื่เข้า mai มากถึง 45 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 2.04 หมื่นล้านบาท หุ้นกลางและเล็กเหล่านี้ยังให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี เมื่อเจ้าของธุรกิจระดมทุนสำเร็จ คนซื้อหุ้นได้กำไร จึงไม่แปลกใจที่เห็นกิจการขนาดกลางและเล็กมุ่งหน้าเข้าตลาด mai จำนวนมาก

บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งแห่งของบริษัทที่เตรียมเข้าตลาด mai และเป็นหุ้นที่น่าสนใจจากการที่เป็นคู่ค้ากับ บมจ.ซีพีออลล์ หรือ CPALL ผู้บริหาร 7-Eleven ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศ และ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ยังครองส่วนแบ่งตลาดยอดขายชาเขียวติดอันดับ 1 ในประเทศกัมพูชาอีกด้วย

จับมือ 7-Eleven
"ตอนนั้นเราเพิ่งก่อตั้งเป็นบริษัทเล็ก ต้องแข่งขันและ survive ให้ได้ในตลาด ทุนก็น้อย ความแข็งแกร่งขององค์กร ทุกอย่างน้อยไปหมด เราคิดว่าจะอยู่รอดและเติบโตด้วย concept การมี partnetship เราเห็นว่า CP ALL Public Company Limited.  (7-Eleven)  กำลังเติบโต และมองหา partner เขาให้โอกาสเราแต่ใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้ เราใช้เวลาถึง 2 ปี" ชัชชวี วัฒนสุข ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด วัย 41 กล่าว

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจ
"เราเริ่มจากชาไทย เราเห็นคนดื่มมาตลอด สมัยก่อนไปร้านก๋วยเตี๋ยวร้านไหนก็มีขาย หาได้ง่าย แต่ตอนนี้หากินได้น้อยลงทุกวัน ก็มามองว่าทำอย่างไรให้สิ่งทีมันมีอยู่แล้วกลับเข้ามาให้ร้านให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เรามอง 7-Eleven เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นทุกวันๆ เลยจับมือกับเขา ตัวแรกที่ทำคือ ชาไทย" ชัชชวีเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจ

บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 25445 โดยชัชชวีร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ก่อนหน้านั้นเขาเคยทำงานด้านการตลาดและอยู่ในแวดวงธุรกิจเครื่องดื่มมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ซุปไก่, โอวัลติน, บริษัทจำหน่ายสุรา และ Coca-Cola(Thailand) Ltd. ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ 7 ปี ก่อนตัดสินใจประกอบธุรกิจเป็นของตัวเอง

สินค้าของ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ที่จำหน่ายใน 7-Eleven เป็นเครื่องดื่มชาเย็น กาแฟลาเต้ และน้ำผลไม้ ซึ่งอยู่ในรูปแบบโถกด บริษัทยังทำการตลาดแบบครบวงจรให้ด้วย ธุรกิจรูปแบบนี้เรียกว่าสินค้าร่วมพัฒนา(Business to Business - B2B)

"เรามาพร้อมกับการตลาดที่พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้สินค้าในกลุ่มนี้เติบโต มีพีอาร์ มีโปรโมชั่น ซึ่งผลที่ออกมาดีมาก ยอดขายสินค้าโตขึ้นกว่า 100% ในปีแรกๆ ปัจจุบันยอดขายจากโถกดใน 7-Eleven เกิน 800 ล้านบาทต่อปี"

เมื่อปี 2556 บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ได้รับรางวัลจาก CPALL ในฐานะ 1 ในซัพพลายเออร์ที่เติบโตรวดเร็วที่สุด คู่ไปกับ 7-Eleven และปัจจุบันยังเป็นซัพพลายเออร์ในระดับ Key strategic partner ของ CPALL ทำให้เข้ามั่นใจว่า สัมพันธ์ทางการค้าที่มีกับ CP ALL Public Company Limited.  (7-Eleven)  จะเป็นไปอย่างยั่งยืน

ปักธงที่กัมพูชา
บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ยังมีสินค้าจำหน่ายออกสู่ผู้บริโภคโดยตรง (Business to Customer - B2C) และเป็นเครื่องดื่มชาเขียว ชาเขียวทับทิม ชาเขียวองุ่น และชาเขียวซุปเปอร์เลมอน ภายใต้แบรนด์ Zenya จำหน่ายในกัมพูชา โดยมีส่วนแบ่งในตลาดสูงสุดที่ 50% หรือมากกว่า 1 ล้านขวดต่อเดือน จากจำนวนยอดขายของตลาดรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านขวดต่อเดือน

ชัชชวีบอกอีกว่า การตัดสินใจนำชาเขียว Zenya ไปบุกจลาดกัมพูชา นับเป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดหลังเกิดสภาพการแข่งขันอย่างรุนแรงของตลาดชาเขียวในไทย

"วันนั้นชาเขียวลงมาเหลือขวดละ 9 บาทจาก 20 บาท ในยุคที่หั่นราคากันมีอยู่ประมาณ 50 แบรนด์ที่ active จริงๆ มี 15 แบรนด์ เป็นบริษัทใหญ่ทั้งนั้น เราเห็นอนาคตระยะยยาวจะยืนไม่อยู่ จุดที่เราต้องถอยคือราคาและค่าการตลาดซึ่งคู่แข่งใช้กันมาก แบรนด์หลัก๐ 300-400 ล้านบาทต่อปี เราเลยมาคิดว่าเราไปในที่ที่เหมาะสมกับสินค้าเราและบริษัทเราจะดีก่า เราตัดสินใจเอาชาเขียวเหล่านี้ออกไปทำตลาดในต่างประเทศ เราเลือกไปที่แรกคือ กัมพูชา และวันนี้กลุ่มชาเขียวของเราเป็นอันดับ 1 ในกัมพูชา"

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีขนาดกำลังดี มีสภาพอากาศใกล้เคียงกับไทย พฤติกรรมผู้บริโภคชอบดื่มเครื่องดื่มเย็น เทรนด์ในการรักษาสุขภาพกำลังมาและการแข่งขันยังไม่สูง เนื่องจากคู่แข่งยังไม่มีใครเข้าไปในกัมพูชา รวมทั้งค่าการตลาดยังไมสูง การขายชาเขียวในกัมพูชาบริษัททำผ่านตัวแทนจำหน่ายซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

นอกจากนี้ ตลาดเครื่องดื่มในกัมพูชายังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เนื่องจากกัมพูชามีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีธุรกิจสิ่งทอ ถึงแม้ว่าภาคอุตสาหกรรมจะยังมีไม่มากแต่อัตราค่าแรงถูก อีกทั้งกัมพูชาเป็นสะพานเชื่อมจากไทยไปสู่เวียดนาม เชื่อว่าหลังเปิด AEC ภาคอุตสาหกรรมจะเติบโตมีการจ้าง ประชาการมีรายได้มากขึ้นกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ รวมทั้งหาก AEC เปิดเต็มที่ ตลาดรวมชาเขียวในกัมพูชาจะมียอดขายได้ถึง 4-5 ล้านขวดต่อเดือน นอกจากนี้ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ไม่ได้มองเพียงชาเขียวอย่างเดียว อีกไม่เกินปี หรือปีครึ่งจะได้เห็นสินค้าตัวใหม่ในกัมพูชา

เมียนมาร์เป็นอีกประเทศที่ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด เข้าไปทำตลาดสินค้า เป็นกาแฟควบคุมน้ำหนักแบรนด์ Vslim ยอดขายยังไม่มากเนื่องจากเพิ่งเริ่มเข้าไปจำหน่าย อาจต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะประสบผลสำเร็จ

 

บุกตลาดจีน
"เราดูว่าถ้าจะไปจีน สินค้าอะไรที่เราจะเอาไป ที่เป็นจุดแข็งนั่นก็คือผลไม้ไทย คนจีนชอบกินทุเรียนมาก เราจึงพัฒนาสินค้าขึ้นมาเพื่อเจาะตลาดจีน โดยเฉพาะคือน้ำทุเรียน น้ำมะม่วง และชาไทย ใช้แบรนด์สวัสดี ตอนนี้เริ่มติดต่อตัวแทนนำเข้า คาดว่าในปีนี้สินค้าเราน่าจะเริ่มวางตลาดในจีนได้ ที่จีนเราต้องมองเป็นมณฑลเพราะตลาดใหญ่มาก...(เมืองใหญ่) ที่เรามองคือ Guangzhou shanghai และ Chongqing"

เขาเสริมว่า "ตลาดที่จีนมี patential สูงมากจากจำนวนประชากร แรงซื้อ และความชื่นชอบในกลุ่มสินค้าของคนจีน ถ้าทำแล้วเกิดมันอาจใหญ่กว่าทั้งบริษัทเราอีก ตอนนี้เราต้อง ensure ให้ได้ว่าสินค้าราคาคุณภาพตอบโจทย์ผู้บริโภคในจีนให้ได้ก่อน"

เข้าตลาดหุ้น mai
บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด จะยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเดือนสิงหาคมและวางแผนจะเข้าตลาด mai ปลายปีนี้ มีเป้าหมายระดมทุนเพื่อใช้ขยายธุรกิจ ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 77 ล้านบาท โดยชัชชวีถือหุ้น 40% ทนุธรรม เกียรติไพบูลย์ ถือหุ้นอีก 25% ที่เหลือเป็นบุคคลอื่นรายละ 5% โดยมี บล.ฟินันเซีย ไซรัสจำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

"เราเป็นบริษัทขนาดกลางที่ต้องแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลา การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำให้เราแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โตได้มากขึ้น...ที่ผ่านมา เราเป็น private company สู้กับ giant company แต่เราก็โตจากปีแรกที่ยอดขาย 24 ล้านบาทขึ้นมาเรื่อยๆ 10 ปีเรามาถึงพันล้านบาท" ชัชชวีกล่าว

บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด ยังมีโครงการขยายธุรกิจเครื่องดื่มในกลุ่ม B2B ร่วมกัยพันธมิตร มูลค่าลงทุนทั้งโครงการ 700 ล้านบาท แต่ในช่วงต้นจะใช้เงินทุน 200-300 ล้านบาทก่อน คาดว่าจะได้เห็นสินค้าใหม่ภายในกลางปีนี้ ขณะเดียวกันก็มีแผนขยายตลาดสินค้าในกลุ่ม B2C ในตลาดต่างประเทศ ทั้งกัมพูชา จีน สิงคโปร์ และเมียนมาร์

บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 1,123 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1,002 ล้านบาทงวดปีก่อน โดยที่เป้าหมายรายได้ในปีนี้ยังไม่รวมโครงดารลงทุนใหม่ๆที่จะเข้ามาเต็มที่ในปีหน้า ทั้งนี้การเติบโตของ บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด มาจากการเพิ่มจำนวนสาขาของ 7-Eleven การเพิ่มยอดขายด้วยการทำการตลาด การขยายตลาดไปในต่างประเทศ และการพัฒนาสินค้าใหม่

ปีนี้  7-Eleven จะเปิดสาขาเพิ่มไม่น้อยกว่า 600 สาขา จากที่มีอยู่จำนวน 8,000 สาขา ในปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าเปิดให้ครบ 10,000 สาขา ในปี 2561

"สินค้าที่เราทำเป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน จุดเด่นของเราอยู่ที่การทำตลาด การวิจัยพัฒนาและการยึดมั่น Concept ของการสร้างพันธมิตร เพื่อให้แข็งแรงเติบโตไปพร้อมกัน เราต้องเป็นหนึ่งใน leading beverage companies ใน Southeat Asia"